DEWVIKO · AI · SETUP GUIDE

ผมนอนหลับ แล้วระบบขายของ
แทนผม 24 ชม.

นี่คือ tech stack ที่ทำเงินให้ผมแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่คนกดจ่าย ยันของส่งถึงมือเขาเอง ผมจะพาทำตั้งแต่ 0 สมัคร Stripe สร้าง automation ทีละโหนด แถมไฟล์ template ให้โหลดไปใช้ฟรี แต่ก่อนจะไปตรงนั้น มีของ 3 อย่างที่ต้องมีก่อน ไม่งั้นระบบนี้ก็ว่างเปล่า

📁

ไฟล์ workflow (.json) ที่พร้อมโหลดไปใช้ อยู่ด้านล่างสุดของบทความ

ข้ามไปโหลดเลย

ก่อนเริ่มอ่าน ฝากอันเดียวครับ: ผมเปิด community ฟรีชื่อ One Percent AI ไว้สอนเรื่อง AI แบบเดียวกับ guide นี้ ทั้งของที่เขียนลงบล็อกและของที่ยังไม่ได้เขียน ทำระบบขายอัตโนมัติแบบนี้แล้วติดตรงไหนก็เข้ามาถามกันได้เลย

เข้า One Percent AI (ฟรี)
ศัพท์ที่จะเจอในบทความนี้

ถ้าเพิ่งเริ่ม ไม่ต้องเครียดกับคำพวกนี้นะครับ ผมสรุปให้แบบบ้านๆ ไว้ตรงนี้ก่อน อ่านผ่านๆ พอ เดี๋ยวในบทความเจอที่ไหนก็ค่อยย้อนมาดูได้

Digital product
สินค้าที่เป็นไฟล์ ส่งผ่านเน็ตได้ ไม่ต้องแพ็คส่ง เช่น คอร์ส เทมเพลต ไฟล์รวม prompt
Sales page
หน้าเว็บหน้าเดียวที่มีหน้าที่ขายของ อ่านจบแล้วกดจ่ายได้เลย
Stripe
บริการรับเงินออนไลน์ ให้ลูกค้าจ่ายด้วยบัตรได้ (คิดว่าเป็นเครื่องรูดบัตรบนเน็ต)
Automation
ให้ระบบทำงานซ้ำๆ แทนเราเอง โดยเราไม่ต้องนั่งกดทุกครั้ง
Node (โหนด)
บล็อกงาน 1 ขั้นใน automation ต่อกันหลายบล็อก = ระบบทำงานเป็นสเต็ป
API key
เหมือนกุญแจ ให้เครื่องมือ 2 ตัวคุยกันได้ ก็อปจากที่นึงไปวางอีกที่นึง
ในหน้านี้มีอะไรบ้าง
00 ทำไม automation ถึงเป็นตัวสุดท้าย ไม่ใช่ตัวแรก 01 ก่อนอื่น คุณต้องมี "สกิล" ที่คนยอมจ่าย 02 แปลงสกิลเป็น Digital Product 03 ทำ Offer แล้วขายผ่าน Sales Page 04 สมัคร Stripe + สร้าง Payment Link (จาก 0) 05 ต่อ Automation ทีละโหนด + โหลด template

ทำไม automation ถึงเป็นตัวสุดท้าย ไม่ใช่ตัวแรก

"พี่ดิวใช้ตัวไหนต่อ Stripe" มีคนทักมาถามผมแบบนี้เกือบทุกอาทิตย์ ทั้งที่ยังไม่มีอะไรจะขายด้วยซ้ำ 555

เข้าใจนะ ระบบมันดูเท่ แต่ automation คือตัวสุดท้าย ไม่ใช่ตัวแรก ลำดับจริงมันเป็นแบบนี้

  1. มีสกิล (ทำอะไรเป็นสักอย่างที่คนอยากได้)
  2. แปลงสกิลเป็น digital product (ห่อความรู้เป็นของที่ขายซ้ำได้)
  3. ทำ offer ผ่าน sales page (หน้าเดียวที่ปิดการขายแทนคุณ)
  4. ต่อ Stripe + automation (ให้ระบบส่งของแทนคุณ)

ข้าม 1-3 ไป automation ก็แค่ท่อเปล่า ไล่ทีละอันเลย

01ก่อนอื่น คุณต้องมี "สกิล" ที่คนยอมจ่าย

สกิลในที่นี้ไม่ได้แปลว่าต้องเก่งระดับเทพ แค่ทำบางอย่างได้ดีกว่าคนที่กำลังจะจ่ายเงินให้คุณ ก็พอแล้ว

คุณแค่ต้องนำหน้าคนที่จะซื้อสัก 1-2 สเต็ป เขาก็ยอมจ่ายเพื่อประหยัดเวลาแล้ว

ถามตัวเอง 3 ข้อ

  1. อะไรที่เพื่อนชอบมาถามคุณบ่อยๆ (ตัวชี้ว่าคุณเก่งกว่าค่าเฉลี่ย)
  2. อะไรที่คุณทำแล้วคนอื่นบอกว่า "ทำไงอ่ะ สอนหน่อย"
  3. อะไรที่คุณเสียเงิน/เสียเวลาไปเรียนมาแล้ว จนตกผลึกเป็นวิธีของตัวเอง
Dew Dewviko

ของผมคือ AI สร้างวิดีโอกับรูป ตอนแรกไม่ได้เก่งอะไรเลย แค่ลองก่อนคนอื่นในไทย ลองจนเจ็บ (มีรอบนึงเสียเงินไปกับซับสคริปชั่น AI ที่สุดท้ายไม่ได้ใช้เลยสักตัว เรื่องนั้นไว้เล่าวันหลัง) จนได้วิธีที่เวิร์ก พอมีคนมาถามเยอะๆ ถึงรู้ว่าอันนี้แหละคือสกิลที่ขายได้ ไม่ใช่รอจนเก่งสุดแล้วค่อยขาย รอแบบนั้นไม่มีวันได้ขายหรอกครับ

02แปลงสกิลเป็น Digital Product

สกิลอยู่ในหัวคุณ ขายไม่ได้ ต้องห่อมันออกมาเป็น "ของ" ที่ส่งมอบซ้ำได้โดยที่คุณไม่ต้องอยู่ตรงนั้น

งานรับจ้างแลกเวลาเป็นเงิน เพดานคือ 24 ชม./วัน ดิจิทัลโปรดักต์ทำครั้งเดียว ขายได้ไม่จำกัด คนซื้อตอนตี 3 ก็ได้ของ โดยที่คุณหลับอยู่

สูตรง่ายๆ เอา "ผลลัพธ์ที่คนอยากได้" มาห่อในรูปแบบที่ส่งไฟล์ได้ ตัวอย่างจริงจากสกิลเดียวกัน แปลงได้หลายเลเวล

สกิลที่คุณมีแปลงเป็น product
ตัดต่อวิดีโอเทมเพลต CapCut + preset สี ขายเป็นแพ็ก
เขียน prompt AI เก่งprompt pack / Notion ไฟล์รวม prompt
ยิงแอดเป็นmini workshop อัดวิดีโอ + เช็คลิสต์
ทำสไลด์สวยtemplate สไลด์ Canva ขายซ้ำ
จัดระบบชีวิตด้วย NotionNotion template + คู่มือ

รูปแบบ product เรียงจากง่ายไปยาก

  1. ไฟล์เทมเพลต (Notion, Canva, prompt) ทำครั้งเดียวจบ ขายได้เลย
  2. mini workshop อัดวิดีโอ (Google Drive folder แบบที่ผมทำ)
  3. คอร์สเต็ม / community รายเดือน (ทำทีหลังพอมีคนเชื่อใจแล้ว)
Dew Dewviko

ของผมเริ่มจาก workshop อัดวิดีโอโยนใส่ Google Drive folder เดียว ไม่มีแพลตฟอร์มคอร์สแพงๆ อะไรทั้งนั้น ลูกค้าจ่ายเงิน ระบบส่งลิงก์ Drive ให้อัตโนมัติ จบ อย่าเพิ่งไปลงทุนทำ LMS อลังการตั้งแต่วันแรก เริ่มจาก Drive folder ก่อน ขายได้ค่อยอัปเกรด

03ทำ Offer แล้วขายผ่าน Sales Page

มี product แล้วยังขายไม่ออก เพราะขาด offer ที่ชัด กับหน้าที่ทำหน้าที่ขายแทนคุณ ผมใช้ sales page หน้าเดียวปิดการขาย ไม่ต้องมานั่งตอบแชททีละคน

offer ไม่เท่ากับ product. product คือของ, offer คือของ + เหตุผลที่ต้องซื้อตอนนี้ + ราคาที่รู้สึกคุ้ม คนซื้อ offer ไม่ได้ซื้อ product เฉยๆ

Sales Page Framework (โครงที่ผมใช้จริง เรียงจากบนลงล่าง)

  1. Hook + Headline: พูดถึงผลลัพธ์ที่เขาอยากได้ ไม่ใช่ feature ของสินค้า
  2. ปัญหา: ตอกย้ำความเจ็บที่เขาเจอตอนนี้ ให้เขารู้สึกว่า "ใช่ นี่แหละกู"
  3. ทางออก (แนะนำ product): วางสินค้าเป็นสะพานจากปัญหาไปผลลัพธ์
  4. Proof: รูป ผลงาน รีวิว ตัวเลข อะไรก็ได้ที่พิสูจน์ว่าไม่ได้พูดลอยๆ
  5. สิ่งที่ได้ (Offer stack): ลิสต์ของทุกอย่างที่เขาได้จริง ให้เขาเห็นว่ามูลค่ารวมมันมากกว่าที่จ่าย (ของต้องมีจริง ไม่ใช่ปั้นให้ดูเยอะ)
  6. ราคา + เหตุผล: โยนราคาหลังจากเขาเห็นมูลค่าแล้ว ไม่ใช่โยนก่อน
  7. CTA + ปุ่มจ่ายเงิน (Stripe link): ปุ่มเดียว กดแล้วจ่ายได้เลย
  8. FAQ: ปิดข้อกังวลที่ค้างในใจก่อนตัดสินใจ

ปุ่ม CTA สุดท้ายลิงก์ตรงเข้า Stripe payment link เลย กดจ่ายจบในหน้าเดียว

แล้วแต่ละส่วนเขียนว่าอะไร?

โครงมันเข้าใจง่าย แต่พอจะเขียนจริงหลายคนตัน ผมเลยเอาโครงข้างบนมาเขียนให้ดูจริงๆ 1 ชุด สมมติว่าคุณขาย "คอร์สสอนตัดต่อวิดีโอด้วยมือถือ ราคา 990" ก็อปแพทเทิร์นนี้ไปเปลี่ยนเป็นสินค้าคุณได้เลย ตรงสีเหลืองคือช่องที่ให้เติมของตัวเอง

ตัวอย่าง copywriting เต็มหน้า
สินค้าตัวอย่าง: คอร์สตัดต่อวิดีโอด้วยมือถือ 990 บาท
1 · HOOK + HEADLINE
ตัดวิดีโอด้วยมือถือเครื่องเดียว ให้สวยระดับมืออาชีพ ภายใน 7 วัน ถึงไม่เคยตัดต่อมาก่อน
2 · ปัญหา
อยากทำคลิปลงเพจ แต่เปิดแอปตัดต่อทีไรก็งง ปุ่มเยอะไปหมด ตัดออกมาทีก็ดูไม่โปร สุดท้ายเลื่อนเก็บไว้ไม่ได้ลงสักที ใช่ไหมครับ?
3 · ทางออก
คอร์สนี้ผมย่อการตัดต่อให้เหลือ 5 สเต็ปเดียว ที่ทำซ้ำได้ทุกคลิป ไม่ต้องจำปุ่ม ไม่ต้องมีคอม ทำในมือถือจบ
4 · PROOF
คลิป before/after ของนักเรียน รูปผลงานจริง / รีวิว / ยอดวิวที่เพิ่มขึ้น วางตรงนี้ (ของจริงเท่านั้น อย่าปั้น)
5 · สิ่งที่ได้ (OFFER STACK)
ในคอร์สคุณจะได้: วิดีโอสอน 5 บท + เทมเพลตสำเร็จ 10 อัน + preset สี + กลุ่มถามตอบ ลิสต์ให้ครบ เขาจะได้เห็นว่าได้เยอะกว่าที่จ่าย
6 · ราคา + เหตุผล
ปกติจ้างคนตัดคลิปละ 300-500 คอร์สนี้ 990 ครั้งเดียว ตัดเองได้ตลอดชีวิต คุ้มตั้งแต่คลิปที่ 3
7 · CTA (ปุ่มเข้า Stripe)
เริ่มเรียนเลย 990 บาท
8 · FAQ
ไม่มีพื้นฐานเลยเรียนได้ไหม? / ใช้แอปอะไร เสียเงินเพิ่มไหม? / เรียนจบใน 7 วันจริงไหม? ตอบคำถามที่ลูกค้าลังเลบ่อยสุด 3-4 ข้อ
ทริคเขียนให้ปัง: เขียนเหมือนคุยกับเพื่อนคนเดียว ไม่ใช่พูดกับคนหมู่มาก ใช้ "คุณ" ไม่ใช่ "ทุกท่าน" และพูดถึงผลลัพธ์ที่เขาจะได้ ก่อนจะพูดถึงตัวสินค้าเสมอ
Dew Dewviko

sales page ของผมทำหน้าที่เป็นเซลส์ที่ไม่เคยหลับ คนเข้ามาอ่านตอนไหนก็ปิดการขายให้ผมได้ ไม่ต้องส่งใบเสนอราคา ไม่ต้องต่อรอง ไม่ต้องส่ง QR code ให้ทีละคนเหมือนเมื่อก่อน กดปุ่มเดียวจบ

แต่มีเรื่องนึงที่ผมย้ำเสมอ: offer ที่ดีคือของที่คุ้มกว่าเงินที่เขาจ่ายจริงๆ ไม่ใช่เขียนให้มันดูคุ้ม เรามีหน้าที่ทำให้เขาเห็นมูลค่าที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ปั้นตัวเลขหลอกให้เขากดจ่าย ขายแบบนั้นได้ครั้งเดียว แต่เสียลูกค้าไปตลอด

04สมัคร Stripe + สร้าง Payment Link (จาก 0)

Stripe คือตัวรับเงินระดับโลก ผูกกับ sales page แล้วลูกค้าจ่ายได้เลยด้วยบัตร ไม่ต้องโอนแล้วส่งสลิปมาให้เช็คทีละคน นี่คือขั้นตอนสมัครตั้งแต่ยังไม่มีบัญชี

ขั้นตอนสมัคร

  1. เข้า stripe.com กด Start now / Sign up สมัครด้วยอีเมล
  2. ยืนยันอีเมล แล้วเข้า Dashboard
  3. กรอกข้อมูลธุรกิจ: ประเทศไทย, ประเภทธุรกิจ (บุคคลธรรมดาก็ได้), ที่อยู่
  4. ผูกบัญชีธนาคารไทยไว้รับเงินโอนออก (Stripe โอนเข้าบัญชีให้ตามรอบ)
  5. ยืนยันตัวตน (บัตรประชาชน) เพื่อปลดลิมิตรับเงินจริง

สร้าง Payment Link

  1. ใน Dashboard ไปที่เมนู Product catalog > Add product
  2. ใส่ชื่อสินค้า + ราคา (เช่น 990 THB) + อัปโหลดรูป
  3. กด Save แล้วเลือก Create payment link
  4. ก็อปลิงก์ที่ได้ เอาไปแปะที่ปุ่ม CTA บน sales page
  5. ทดสอบด้วย test mode ก่อน แล้วค่อยสลับเป็น live
อย่าลืม

Stripe คิดค่าธรรมเนียมต่อรายการ ประมาณ 3-4% แล้วแต่ประเภทบัตร บวกเข้าไปในราคาได้เลย และต้องเปิด live mode + ยืนยันตัวตนเสร็จ ระบบถึงจะรับเงินจริง ไม่งั้นได้แค่ test

05ต่อ Automation: Stripe → Sheet → Email (ทีละโหนด)

นี่คือหัวใจของระบบ พอลูกค้าจ่ายเงินผ่าน Stripe เสร็จ ระบบบันทึกลง Google Sheet แล้วส่งอีเมลพร้อมลิงก์สินค้าให้เขาเองภายในไม่กี่วินาที ผมไม่ต้องแตะเลย

ผมใช้ Activepieces (เครื่องมือ automation แบบต่อบล็อก ฟรีมี tier ให้ใช้) 4 โหนดต่อกัน แต่ละโหนดผมจะบอกเลยว่าต้องเตรียมอะไร ใส่ค่าอะไร ตรงไหน

เพิ่งเริ่มไม่ต้องกลัวครับ: ตรงนี้ไม่มีเขียนโค้ดเลยสักบรรทัด ทุกอย่างคือลากบล็อกมาต่อกัน แล้วเลือกค่าจาก dropdown ที่มันขึ้นให้ ถ้าทำตามไฟล์ template ที่ผมแจก (ปุ่มอยู่ท้ายหัวข้อนี้) จะยิ่งง่าย เพราะโครงต่อไว้ให้แล้ว คุณแค่เสียบค่าของตัวเอง
เตรียม 3 อย่างนี้ก่อนเริ่ม
  1. Stripe Secret key: ใน Stripe Dashboard ไปที่ Developers > API keys ก็อป Secret key (ขึ้นต้นด้วย sk_) ไว้ใช้ต่อ connection
  2. Google Sheet เปล่า 1 อัน: สร้างชีตใหม่ พิมพ์ header ที่แถวแรก 3 ช่อง: cus_name | payment_amount | txn_id แล้วก็อป Sheet ID จาก URL (ก้อนยาวๆ ระหว่าง /d/ กับ /edit)
  3. ที่เก็บสินค้า + บัญชี Gmail: อัปโหลดไฟล์สินค้าขึ้น Google Drive folder ตั้งเป็น "anyone with the link" ก็อปลิงก์ไว้ แล้วเตรียม Gmail ที่จะใช้ส่งของ
TRIGGERStripe: Checkout Session Completed

จุดเริ่มของทั้ง flow พอมีคนจ่ายเงินสำเร็จบน Stripe โหนดนี้เด้งทำงานทันที แล้วดึงข้อมูลการจ่ายมาให้ทั้งก้อน (อีเมลลูกค้า, ยอดเงิน, payment_intent)

  • เตรียมStripe Secret key (sk_...) จากข้อ 1 ด้านบน
  • Connectionกด Connect > วาง Secret key ลงไป ต่อครั้งเดียวใช้ได้ตลอด
  • Eventเลือก Checkout Session Completed (ไม่ใช่ event อื่น ไม่งั้นยิงผิดจังหวะ)
  • เช็คกด Load sample data ให้มันดึงตัวอย่างการจ่ายจริงมา จะได้เอา field ไปอ้างในโหนดถัดไปได้
NODE 2Math Helper: Division (หารด้วย 100)

โหนดเล็กๆ แต่พลาดไม่ได้ Stripe ส่งยอดเงินมาเป็น "สตางค์" ไม่ใช่บาท ลูกค้าจ่าย 990 บาท Stripe ส่งเลข 99000 มา โหนดนี้หารกลับ 100 ให้เป็น 990 ที่อ่านออก

  • First numberคลิกช่องนี้แล้วเลือก amount_total จาก output ของ trigger (มันจะขึ้นให้เลือก ไม่ต้องพิมพ์เอง)
  • Second numberพิมพ์ 100 ลงไปตรงๆ
  • เช็คกด Test step ผลลัพธ์ต้องออกมาเป็นยอดบาทจริง (เช่น 990) ไม่ใช่ 99000
NODE 3Google Sheets: Insert Row

เอาข้อมูลการจ่ายไปต่อท้ายชีตเป็นแถวใหม่ ได้ฐานลูกค้า + ประวัติการขายไปในตัว

  • เตรียมGoogle Sheet ที่ตั้ง header ไว้แล้วจากข้อ 2 ด้านบน
  • Connectionกด Connect Google account แล้วอนุญาตให้ Activepieces เข้าถึงชีต
  • Spreadsheetเลือกชีตของคุณ (หรือวาง Sheet ID) แล้วเลือก Sheet แท็บที่จะเขียน
  • คอลัมน์ Aเลือก customer_details.email จาก trigger (= อีเมลลูกค้า)
  • คอลัมน์ Bเลือก output ของโหนด Math (= ยอดที่หารแล้ว)
  • คอลัมน์ Cเลือก payment_intent จาก trigger (= รหัสธุรกรรม)
  • แนะนำเปิด Retry on failure ไว้ เผื่อชีตล่มชั่วคราวมันจะลองใหม่เอง
NODE 4Gmail: Send Email

โหนดปิดจ๊อบ ส่งอีเมลพร้อมลิงก์สินค้าไปหาลูกค้าเองอัตโนมัติ

  • Connectionกด Connect Gmail ที่จะใช้ส่งของ
  • Receiverเลือก customer_details.email จาก trigger (ส่งเข้ากล่องลูกค้าที่เพิ่งจ่ายเลย)
  • Subjectพิมพ์หัวเรื่อง เช่น "นำส่ง [ชื่อสินค้า] ครับ"
  • Bodyพิมพ์ข้อความส่งของ ใส่ลิงก์ Google Drive สินค้า + ลิงก์ community (ถ้ามี) ตรงนี้ในไฟล์ template ผมเว้นช่องให้กรอกไว้แล้ว
  • เช็คกด Test แล้วเช็คว่าอีเมลเข้าจริง ลิงก์กดได้ ก่อนเปิดใช้งานจริง
Dew Dewviko

พอโหนดนี้ทำงานเสร็จ ลูกค้าได้ของครบ โดยที่ผมยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีคนซื้อ บางทีตื่นมาเปิด Sheet เจอแถวใหม่เพิ่มมาสามสี่แถวเงียบๆ 555

โหลด template flow นี้ไปใช้ฟรี

เป็นไฟล์เดียวกับที่ผมใช้จริง แต่ลบข้อมูลส่วนตัวออกหมดแล้ว (ชีต ID, ลิงก์สินค้าจริง, อีเมล, connection ทั้งหมด แทนด้วยช่องว่างให้คุณกรอกเอง)

วิธีใช้:
1. โหลดไฟล์ 2. เข้า Activepieces → Import flow → อัปโหลดไฟล์นี้
3. ต่อ connection ของคุณเอง 3 อัน (Stripe, Google Sheets, Gmail)
4. ใส่ Sheet ID + ลิงก์สินค้าของคุณ → 5. เปิดใช้งาน
↓ ดาวน์โหลด Template (.json)
Security: เช็คก่อนแชร์เสมอ

ก่อนแชร์ flow ของตัวเองให้ใคร เช็คก่อนเสมอว่าไฟล์ export ไม่มีข้อมูลลับติดไปด้วย พวก Sheet ID, ลิงก์สินค้า, อีเมล, connection ID พวกนี้ถ้าหลุดคือคนอื่นเข้าถึงของคุณได้ ไฟล์ที่ผมแจกนี้ล้างออกหมดแล้ว กรอกของตัวเองทับได้เลย

สรุปทั้งระบบ

01
สกิล
02
Product
03
Sales Page
04
Stripe + ระบบ
Dew สรุปแบบดิววิโกะ

ระบบนี้ไม่ได้เท่ตรงที่มันซับซ้อน แต่เท่ตรงที่ตอนผมหลับ มันยังขายของอยู่

ย้ำอีกที automation คือตัวสุดท้าย ไม่ใช่ตัวแรก เริ่มจากสกิลที่มีอยู่แล้ววันนี้ ห่อเป็น product เล็กๆ ทำ sales page หน้าเดียว แล้วค่อยต่อระบบ

ขายได้ชิ้นแรกเมื่อไหร่ มาแปะให้ผมดูหน่อย อยากรู้จริงๆ ว่าใครจะปลุกผมตื่นด้วยยอดขายก่อนกัน 555

Dew

อยากได้ guide แบบนี้อีก?

ผมเขียนเรื่อง AI ใช้ได้จริง ทั้งระบบขายอัตโนมัติ automation คอนเทนต์
ใส่อีเมลไว้ เดี๋ยวส่งของใหม่ให้ถึงกล่องเลยครับ

ไม่สแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ