Tier List วิธีหาเงินด้วย AI · เรียงจากง่ายสุด (S) ถึงยากสุด (F) สำหรับมือใหม่
ภาพรวมทั้ง 5 Tier
| Tier | วิธีหาเงิน |
| S | AI Coaching, Business Training |
| A | AI Content Creator, AI Consulting, Digital Information Products |
| B | Faceless Videos, AI Native Marketing Agency |
| C | AI Automation Agency, Paid Community |
| F | Vibe Coding a Product |
Tier ในที่นี้คือ ระดับความง่ายในการเริ่มหาเงิน สำหรับมือใหม่ ไม่ได้แปลว่า Tier ล่างทำเงินไม่ได้นะครับ บางตัวอยู่ล่างเพราะเริ่มยาก แต่ถ้าทำติดแล้ว upside สูงมาก
01AI Coaching (สอน AI ตัวต่อตัว)
S Tier · ง่ายที่สุดสำหรับมือใหม่
นั่งประกบคู่สอนบุคคลทั่วไปหรือเจ้าของธุรกิจ ตั้งค่าและใช้ AI (เช่น ChatGPT, Claude) ให้เหมาะกับการทำงานของเขา
- ข้อดีไม่ต้องมีผู้ติดตาม ไม่ต้องมีเว็บไซต์ เริ่มทำเงินได้ทันที (เรตทั่วไป $100-$500 ต่อครั้ง) โดยเริ่มจากคนรู้จักหรือเครือข่ายใกล้ตัว
- ข้อเสียขยายขนาด (Scale) ไม่ได้ เพราะเป็นการเอาเวลาไปแลกเงินโดยตรง
02Faceless Videos (ทำคอนเทนต์แบบไม่เปิดหน้า)
B Tier
ใช้ AI สร้างรูปภาพ เสียงพากย์ หรือตัวละคร AI Avatar ทำคลิปเฉพาะกลุ่ม (Niche) แล้วดึงคนไปซื้อสินค้าผ่านลิงก์ในไบโอ
- ข้อดีไม่ต้องเอาหน้าตัวเองออกกล้อง มีโอกาสสร้างรายได้แบบ Passive จากการขายสินค้าหรือส่วนแบ่งแพลตฟอร์ม
- ข้อเสียต้องอาศัยทักษะการทำคอนเทนต์สูง ต้องทดสอบคอนเทนต์ (A/B testing) เยอะ และใช้เวลานานกว่าช่องจะโตจนสร้างรายได้
ใครสนใจทางนี้ ผมเขียนแยกไว้ละเอียดแล้วที่ อยากทำช่อง Faceless AI ให้รอด อ่านนี่ก่อน
03AI Content Creator (ทำคอนเทนต์ AI แบบเปิดหน้า)
A Tier
อัดคลิปพูดคุย เล่าเรื่อง หรือรีวิวเกี่ยวกับ AI โดยใช้ตัวเองเป็นผู้ดำเนินรายการ
- ข้อดีเริ่มต้นง่ายเพียงมีสมาร์ตโฟน ดึงดูดสปอนเซอร์และดีลโฆษณาได้เร็วกว่า และได้เงินมากกว่าแบบไม่เปิดหน้า
- ข้อเสียต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอในการสร้างฐานผู้ติดตาม และต้องกล้าพูดหน้ากล้อง
04AI Native Marketing Agency (เอเจนซีการตลาดด้วย AI)
B Tier
รับยิงแอด (Facebook/Google) ทำ SEO หรือดูแลโซเชียลมีเดียให้ธุรกิจ โดยเอา AI มาช่วยทำงานให้ไวขึ้น
- ข้อดีธุรกิจพร้อมจ่ายเงิน เพราะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายให้เขาได้ชัดเจน
- ข้อเสียต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานด้านการตลาดจริงๆ มาก่อน AI แค่ช่วยทุ่นแรง
05Business Training (อบรม AI ให้องค์กร/ทีมงาน)
S Tier
จัดเวิร์กช็อปสอนพนักงานในบริษัทใช้ AI (คิดราคาต่อหัว เช่น $150 ต่อคน)
- ข้อดีรายได้ต่อวันสูง (บริษัทมีงบก้อนใหญ่) เนื้อหาหลัก 80% เอามาใช้ซ้ำได้ ปรับเฉพาะส่วนงานแค่ 20%
- ข้อเสียต้องพูดต่อหน้ากลุ่มคนได้ และต้องติดต่อหาลูกค้ากลุ่มผู้บริหาร (B2B)
06AI Consulting (ที่ปรึกษาวางระบบ AI ให้ธุรกิจ)
A Tier
เข้าไปตรวจสอบระบบ (Audit) และวาง Roadmap ให้ธุรกิจเอา AI ไปใช้ในจุดที่ผลตอบแทนสูง เช่น งานขาย แอด บริการลูกค้า
- ข้อดีมูลค่าโปรเจกต์สูงมาก (ระดับหลักหมื่นปลายๆ ถึงแสน) และต่อยอดได้ง่ายหลังจากผ่านงานอบรมองค์กรมาแล้ว
- ข้อเสียต้องเข้าใจภาพรวมและระบบการทำงานของธุรกิจอย่างลึกซึ้ง
07AI Automation Agency (รับติดตั้งระบบอัตโนมัติ AI)
C Tier
สร้างระบบอัตโนมัติแบบทำให้เสร็จ (Done-for-you) เช่น แชตบอต หรือขั้นตอนการทำงานอัตโนมัติให้บริษัท
- ข้อดีความต้องการในตลาดสูง สำหรับธุรกิจที่อยากลดงานซ้ำซ้อน
- ข้อเสียใช้ทักษะเทคนิคสูง และต้องคอยแก้บั๊ก (Debugging) ตลอดเวลา เพราะระบบข้อมูลเดิมของธุรกิจมักซับซ้อนและไม่พร้อม
08Paid Community (ชุมชนแบบจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน)
C Tier
รวมคอร์สเรียนและพื้นที่แลกเปลี่ยนสำหรับคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน โดยเก็บค่าสมาชิกรายเดือน
- ข้อดีเป็นรายได้ประจำที่สม่ำเสมอทุกเดือน (Recurring Revenue)
- ข้อเสียเริ่มยากมากถ้าไม่มีชื่อเสียงหรือฐานผู้ติดตามมาก่อน และต้องคอยหาคนใหม่มาแทนสมาชิกที่ยกเลิก (Churn) ตลอดเวลา
09Vibe Coding a Product (สร้างแอป/ซอฟต์แวร์ด้วย AI)
F Tier · ยากที่สุดสำหรับมือใหม่
คิดไอเดียแล้วสั่งให้ AI เขียนโค้ด สร้างเป็นเว็บแอปหรือโมบายล์แอปขึ้นมาขาย
- ข้อดีมีโอกาสสเกลธุรกิจและสร้างผลตอบแทนได้สูงที่สุดในระยะยาว
- ข้อเสียพอระบบมีบั๊กยังต้องมีความรู้เทคนิคในการแก้ และการเอาแอปออกสู่ตลาดเพื่อหาผู้ใช้ทำได้ยากมาก ถ้าไม่มีทักษะการตลาดหรือแบรนด์ส่วนตัว
10Digital Information Products (สินค้าดิจิทัล/เทมเพลตความรู้)
A Tier
รวบรวมความรู้ เทมเพลต หรือชุดคำสั่ง (Prompt/Skill) แล้วทำเป็นไฟล์ดาวน์โหลด เช่น PDF หรือ Prompt Guide
- ข้อดีสร้างครั้งเดียวขายได้เรื่อยๆ กำไรเกือบ 100% เป็นของเรา และเริ่มทำได้เลยวันนี้ ด้วยการแปลงความรู้หรือสกิลที่มีอยู่แล้วเป็น Digital Product คุณเก่งเรื่องอะไร เอาเรื่องนั้นมาทำได้เลย ไม่ต้องเรียนอะไรใหม่
- ข้อเสียช่วงแรกต้องทำคอนเทนต์เองก่อน จนกว่าจะเริ่มมีกลุ่มคนดูที่เอาไปใช้เป็น data สำหรับยิง Ads ได้ จากนั้นก็หาเงินได้ยาวๆ

ทำไมผมให้ตัวนี้ A
ถ้าวัดแค่ความยาก ผมให้ B ครับ ต้องหาของที่คนอยากจ่ายเงินซื้อ ต้องมีหน้าขาย ต้องทำคอนเทนต์ดึงคนเข้ามาเอง เดือนแรกเหนื่อยจริง 555
แต่ถ้าวัด upside ความสบาย และเงิน ผมให้ S เพราะพอระบบเซ็ตเสร็จ ลูกค้าอ่านหน้าขาย กดจ่ายเอง ระบบส่งของให้เอง ผมไม่ต้องนั่งตอบแชทหรือรอสลิปเลย
ตัวแรกที่ผมทำ ยอดขาย 175,000 บาท ใน 2 เดือน จากเพจใหม่ 0 ผู้ติดตาม เฉลี่ย B กับ S เลยได้ A

สรุปแบบ Dewviko AI
ถ้าคุณเก่ง AI จริงๆ ไปทาง S ได้เลย Coaching กับสอนองค์กรหรือ SME
แต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็น Expert ด้าน AI มาก แต่มีความรู้สักเรื่องที่เก่งกว่าค่าเฉลี่ยของคน แล้วอยากให้มันทำเงินตอนคุณหลับ
Digital Product คือตัวที่ผมจะเลือกครับ
อยากได้ guide แบบนี้อีก?
ผมเขียนเรื่อง AI ที่ใช้ได้จริงกับงานและธุรกิจ ทั้งระบบ agent คอนเทนต์ automation
ใส่อีเมลไว้ เดี๋ยวส่งของใหม่ให้ถึงกล่องเลยครับ
ไม่สแปม ยกเลิกได้ทุกเมื่อ